2007/Mar/08

ในโอกาสตรงกับวันสตรีสากล เลยถือโอกาสนำหนังเรื่องที่เคยเขียนไว้เกี่ยวกับผู้หญิง ในสถานะของการเป็นภรรยา (แม้ในเนื้อหาอาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องของสตรีโดยตรง แต่ก็มีความเกี่ยวข้องอยู่บ้าง) มาลงบล็อกแห่งนี้ได้ลองอ่านกัน อาจจะยาวสักนิด หวังว่าคงจะไม่เบื่อกันก่อน

ส่วนหนังอีกเรื่องที่จะนำมาลงที่นี่ต่อจากเรื่องนี้ ก็จะเป็นเรื่องราวในทำนองเดียวกัน หากแต่เปลี่ยนจากผู้หญิงในฟากฝั่งตะวันตก มาเป็นผู้หญิงในฟากฝั่งตะวันออก หรือเอเชียที่เราคุ้นเคยกัน
-------------------------------------------------------------------------

Stepford Wife : ไขว่คว้าหาความสมบูรณ์แบบ

คุณตั้งคุณสมบัติหรือสเปคของคู่ครองในอุดมคติไว้อย่างไรบ้าง แน่นอนหล่ะ ต่างคนต่างก็ตั้งไว้แตกต่างกันไปตามพื้นฐานครอบครัว ตามรสนิยม ตามประสบการณ์ของตัวเอง สำหรับคนที่ยังมั่นใจหรือยังมีปัญหาในการเลือกคู่ครองก็อาจอาศัยหนังสือ ตำราวิชาการต่าง ๆ ที่อ้างอิงทฤษฎีว่าด้วยหลักของการเลือกคู่ ไม่ก็เป็นหนังสือประเภทฮาวทูประเภท เลือกคู่อย่างไรให้ชีวีมีสุข, 108 วิธีการเลือกคู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ฯลฯ ที่วางขายเกลื่อนตลาดในสมัยนี้

คู่ครอง หรือคนรักในฝัน ในจินตนาการ หรือในอุดมคติ แท้จริงแล้วมันคงอยู่แค่ในโลกแห่งความฝันของเรา หรืออย่างมาก มันก็ไปปรากฏในโลกของหนังสือ นิยาย ภาพยนตร์ ถ้าจะให้ทันยุคสมัยหน่อยก็อยู่ในเกมส์ของโลกไซเบอร์ เท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่เคยมีอยู่ในโลกแห่งความจริงเลยแม้แต่น้อย

ภาพยนตร์เรื่อง Stepford Wife ซึ่งภาพยนตร์แนวโรแมนติค คอมเมดี้ ผสมไซไฟ แฟนตาซีเล็กน้อย ไม่เน้นความสมจริง เน้นความสนุกเพลิดในการดูมากกว่า และดึงดูดคนดูด้วยบทบาทการแสดงที่รับประกันฝีมือได้ของนักแสดงเจ้าบทบาทหลายคน ไม่ว่าจะเป็น นิโคล คิดแมน, เกลน โคลส, เบ็ต มิตเลอร์ ฯลฯ

ว่าด้วยเรื่องของ สามีหนุ่มผู้มีบุคลิกอบอุ่นอย่าง วอลเตอร์ (แมทธิว โบรเดอริค) ดูจะตกอยู่สถานะเป็นรอง หรือเป็นผู้ตามภรรยาของเขา ผู้ซึ่งมีบุคลิกมาดมั่นตามแบบฉบับของหญิงทำงานยุคใหม่อย่าง โจแอนนา (นิโคล คิดแมน) เธอเหนือกว่าเขาทั้งในเรื่องความสามารถในหน้าที่การงาน ไปจนถึงความสามารถในการหาเงินเลี้ยงครอบครัว เธอมุ่งมั่นเอาใจใส่ในหน้าที่การงาน จนละเลยที่จะใส่ใจในความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของสามี ละเลยที่ใส่ใจกับความอ่อนโยน ความห่วงหาอาทรภายในครอบครัว

บรรยากาศภายในครอบครัวของวอลเตอร์ เริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียดมากขึ้น เมื่อโจแอนนาประสบความล้มเหลวในการทำงาน เพราะรายการทีวีแบบเรียอัลลิตี้โชว์ยอดนิยมที่เธอเป็นผู้อำนวยการผลิต ถูกถอดออกจากผังรายการสถานีโทรทัศน์ ด้วยเนื้อหาของรายการนั้นมุ่งที่จะให้ความสำคัญในสิทธิของผู้หญิงมาก จนเกิดกรณีอื้อฉาวทำให้สามีภรรยาคู่หนึ่งต้องแยกทางเลิกร้างกัน โจแอนนาตกอยู่ในความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง จนถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาล

วอลเตอร์มองเห็นว่า นี่เป็นโอกาสอันดี ที่นอกจากจะทำให้โจแอนนาได้พักผ่อนทั้งกายและใจจากหน้าที่การงานที่เธอทำอย่างหักโหมมาตลอดแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ เขาหวังที่จะเปลี่ยนเธอให้เป็นแม่บ้านแม่เรือน เป็นศรีภรรยาที่อ่อนโยนตามแบบฉบับที่เขาคิดฝันไว้มาตลอด ด้วยการพากันย้ายนิวาสถานทั้งครอบครัว จากนิวยอร์คเมืองหลวงอันแสนสับสนวุ่นวาย ไปยังหมู่บ้านแสนสงบเงียบ แต่สวยงามหรูหรา และทันสมัยไฮเทคแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Stepford

หมู่บ้าน Stepford ถูกจัดวางผังเมืองไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูสะอาดตา ถนนหนทางราบเรียบสวยงาม ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากชนิด ดอกไม้หลากสี ผู้คนทักทายโอภาปราศรัยกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส เปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรี ทุกอย่างล้วนดูดีไปหมด โดยเฉพาะผู้หญิงในหมู่บ้านทุกคนล้วนอยู่ในรูปลักษณ์เดียวกันคือ เป็นหญิงผมบลอนด์ พูดจาด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน หน้าตายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา สวมใส่กระโปรงชุดทรงบานสีสันสดใส

กิจวัตรประจำวันของพวกเธอคือ อยู่บ้านจัดเตรียมอาหารการกินให้กับสามี ทำความสะอาดดูและบ้านช่องห้องหับให้สะอาดสะอ้านแลดูดีมีรสนิยม ใช้กิจกรรมยามว่างไปกับการออกกำลังกายในสโมสรสำหรับผู้หญิง หรือไม่ก็จับกลุ่มคุยกันเรื่องหนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับการประดับประดาตกแต่งบ้านเรือน หรือพวกงานประดิษฐ์สำหรับใช้ในเทศกาลงานพิธีประจำปีต่าง ๆ

เพียงแค่ครั้งแรกที่โจแอนนาได้เข้าร่วมกิจกรรมงานเทศกาลวันชาติของอเมริกา ซึ่งทางหมู่บ้านจัดขึ้นมา เธอรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดของผู้หญิงใน Stepford ที่ดูเหมือนจะมีบุคลิก พฤติกรรมในแบบเดียวกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการยิ้ม การทักทาย การแสดงไมตรี ก็จะทำตาม ๆ พร้อม ๆ กันไปหมด แต่ก็มียังคนใน Stepford มาใหม่อีก 2 คนที่คิดเหมือนกับโจแอนนา และกลายเป็นเพื่อนซี้ของโจแอนนาไปโดยปริยาย คือ บ๊อบบี้ (เบ็ต มิตเลอร์) สาวใหญ่ขี้เมา นักเขียนมือรางวัลชื่อดัง กับ โรเจอร์ (โรเจอร์ แบนนิสเตอร์) เกย์ควีนหนุ่มฝีปากจัดจ้าน ทั้งสองต่างก็ถูกสามีชักชวนให้มาอยู่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ต่างจากโจแอนนา

วันหนึ่ง เมื่อโจแอนนาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของหมู่บ้าน Stepford เกิดยืนหมุนติ้วกลางวงเต้นรำไม่ยอมหยุดอย่างผิดปกติมนุษย์มนา สองสามีภรรยา ไมค์ (คริสโตเฟอร์ วอลเคน) และ แคลร์ (เกลน โคลส) ประธานของหมู่บ้านพยายามบอกโจแอนนาว่า ผู้หญิงคนนั้นปกติดีไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่โจแอนนาไม่เชื่อ เรื่องนี้ก็เลยถูกนำมาถกเถียงกัน จนกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกับวอลเตอร์สามีของเธอ จนเกือบจะแยกทางกัน แต่ในที่สุดโจแอนนาก็ยอมจำนนต่อเหตุผลและความรักของวอลเตอร์ เธอยอมปรับเปลี่ยนตัวเองจากผู้หญิงที่เข้มแข็งดุดัน กลายเป็นศรีภรรยาผู้อ่อนหวาน ใช้เวลาไปกับการจัดหาอาหารการกิน แต่งตัวในแบบฉบับของหญิงสาวใน Stepford ในขณะที่เพื่อนซี้ของเธออีกสองคนยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้เธอจะพยามยามเกลี้ยกล่อมให้เห็นคล้อยตามอย่างไรก็ตาม

โดยปกติวอลเตอร์ มักจะออกไปสังสรรค์หรือเล่นกีฬากับเพื่อนชายในหมู่บ้านอยู่เสมอ แต่วันหนึ่งโจแอนนาและบ๊อบบี้พบสิ่งผิดสังเกตบางอย่าง จากการตามติดสามีของทั้งคู่ไปยังสโมสรของบุรุษประจำหมู่บ้าน เมื่อเห็นผู้ชายทุกคนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน และพูดจากันด้วยเรื่องราวแปลก ๆ ที่เธอทั้งสองไม่เข้าใจ อีกทั้งพบว่าโรเจอร์เพื่อนเกย์ของเธอทั้งสองก็มาร่วมวงในหมู่ชายหนุ่มทั้งหลายนั้นด้วย

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น โจแอนนาและบ๊อบบี้พบว่า โรเจอร์เปลี่ยนไป เขาพูดจาเป็นการเป็นงานราวกับนักการเมืองมืออาชีพ แต่งกายสุภาพเรียบร้อยราวชายหนุ่มมาดแมน 100% แล้วโจแอนนาก็ต้องตกใจอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้นเธอที่ไปหาบ๊อบบี้ที่บ้าน บ้านของบ๊อบบี้เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างน่าประหลาดใจ บ็อบบี้กลายเป็นหญิงสาวตามแบบฉบับของ Stepford อย่างเต็มตัว เธอพูดจากไพเราะ ผมบลอนด์ กระโปรงบาน และกำลังง่วนอยู่กับการตกแต่งบ้าน

และแล้วในที่สุด หลังจากที่เธอได้พบเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงใน Stepford แล้วเธอก็ติดตามสามีของเธอไปยังสโมสรของบุรุษประจำหมู่บ้านอีกครั้ง โจแอนนาก็ไม่ต่างจากเพื่อนซี้สองคนของเธอ ครั้งนี้เธอกลายเป็น StepfordWife อย่างเต็มตัว สมใจอย่างที่วอลเตอร์สามีของเธอต้องการ แต่ความสมใจนี้จะใช่อย่างที่วอลเตอร์ต้องการจริง ๆ หรือไม่ อย่างไร (คงเดากันได้ไม่ยาก)

คำตอบสำหรับคำถามในใจของวอลเตอร์ และความแปลกประหลาด เร้นลับของหมู่บ้าน
Stepford ได้ถูกคลี่ลายออกมาอย่างเหลือเชื่อในช่วงท้ายของเรื่อง ในงานเลี้ยงฉลองต้อนรับและแสดงความยินดีกับ โจแอนนาและวอลเตอร์ ในฐานะ คู่สามีภรรยาสมบูรณ์แบบตามวิถีของอเมริกันชน

อันความรู้สึกที่ว่า เธอคนนี้แหละ ใช่เลย หรือ เธอ คือคนที่เพอร์เฟ็กที่สุดสำหรับฉันแล้ว ในช่วงแรกเริ่มของการรู้จักมักคุ้นกัน จนถึงขั้นยอมสละหลายสิ่งหลายอย่าง จนถึงสละความเป็นตัวตนของเรา เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งพึงพอใจ และตอบสนองเราด้วยความรักเช่นกัน

ความเพอร์เฟ็ก ความสมบูรณ์แบบที่เรามองเห็นในแรกเริ่มคบหาดูใจแฟนหรือคนรักนั้น มันเป็นเพียงการเลือกที่จะมองแต่สิ่งที่ตรงกับสิ่งที่ใจเราคิดไว้ต่างหาก หาใช่เพราะความดีพร้อมของอีกฝ่ายแต่อย่างใด และเราก็ต้องยอมรับว่า ณ ห้วงเวลานั้น เวลาที่หัวใจกำลังลิงโลดโชติช่วงไปกับความหอมหวานของความรัก สติสตังที่จะมาเพ่งมองหาจุดด้อยก็ดูจะน้อยเต็มทน หรืออาจจะมองผ่านเลยไปด้วยซ้ำ

คนที่ผ่านชีวิตแต่งงาน หรืออย่างน้อยคนที่เคยมีแฟน หรือคนรักสักคน สักครั้งมาแล้ว ก็คงจะตระหนักดีว่า ในความจริงเราไม่อาจหาได้ความสมบูรณ์แบบตามที่เราคิดไว้ได้อย่างแน่นอน ยิ่งใช้เวลานานวันขึ้น เราก็จะมองเห็นถึงความบกพร่อง ความไม่สมบูรณ์ หรือเห็นเรื่องแย่ ๆ ระหว่างกันและกันมากขึ้น

บางคู่ดูจะอับจนหนทางที่จะฟันฝ่าช่วงวิกฤตของชีวิตคู่ช่วงนั้น จนสุดท้ายต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปหาความสมบูรณ์พูนพร้อมที่ต้องการจากที่อื่น ๆ หรือคนอื่น ๆ ต่อไป บางคู่ก็ใช้วิธีปรับเปลี่ยน ยอมรับ ความสัมพันธ์อันไม่สมบูรณ์นั้น แล้วพยายามประคับประคองเพื่อให้ผ่านพ้นไปด้วยดี

เหมือนดั่งเช่นที่วอลเตอร์ยอมรับและเข้าใจ ในความไม่สมบูรณ์แบบของโจแอนนา และมองเห็นสิ่งสวยงามบางอย่างในตัวโจแอนนาอยู่เหนือกว่าในความไม่สมบูรณ์แบบนั้น

สุดท้าย ผู้เขียนต้องขออภัยและช่วยไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง หากอ่านจบแล้วเกิดอาการคลื่นเหียนอยากอาเจียน เพราะหมั่นไส้ในความรอบรู้ (หรืออวดรู้กันแน่หว่า?) เนื่องจากวันนี้ผู้เขียนเกิดอาการองค์ลง สวมวิญญาณ Guru ผู้หยั่งรู้เรื่องความรักขึ้นมาอย่างกะทันหันซะอย่างนั้น (ฮา)

(เขียนที่ ไดอารี่อีส.คอม เมื่อ 27-03-49)

2007/Mar/06

ตอนแรกเราคิดไว้ว่า ไหน ๆ พรุ่งนี้จอไอทีวีก็จะดับมืดลงแล้ว จะแสดงความเห็นใจ (แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับไอทีวี) ซะหน่อย

แต่ช่วงเย็นวันนี้เปิดช่องไอทีวี เห็นเหล่าชาวไอทีวีร้องห่มร้องไห้กระจองอแง จัดรายการโหมกระแสขอความเห็นอกเห็นใจ แทนที่จะชวนสงสารขึ้นมาสักหน่อย กลับทำให้รู้สึกชวนสำรอก ชวนอาเจียนซะมากกว่า

ยิ่งดูยิ่งสะอิดสะเอียนในความเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว ของพวกพนักงานไอทีวี พวกเขาสุขสบายท่ามกลางความล่มจมของประเทศมาตลอด5 - 6 ปี ไม่เคยสำเนียกสำนึกในจรรยาบรรณของความเป็นสื่อ ยอมให้กลุ่มทุนชินคอร์ปครอบงำความคิด เพื่อให้ตัวเองสุขสบายแต่ฝ่ายเดียว (หลายคนมีเงินมีทองไปอัพใบหน้า ผ่าตัดศัลยกรรมมาหลายรอบ (เราจำได้นะ เราจำได้))

เมื่อเช้านี้ พนักงานไอทีวีเพิ่งจะไปอ้อนวอน (แกมข่มขู่) ขอความเห็นใจจากรัฐบาลสุรยุทธ์ เพื่อให้ช่วยเหลือไม่ให้ตัวเองตกงานไม่ทันได้ข้ามคืน ตกเย็นวันนี้ก็เปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนสี กลับสู่สันดานเดิม ออกมาด่าทอโจมตีรัฐบาลเสีย ๆ หาย ๆ ต่าง ๆ นานา แถมยังขู่จะฟ้องกลับรัฐบาลอีกต่างหาก

เห็นท่าทางแบบนี้ เราว่าดีแล้วหล่ะที่ปล่อยให้จอมืดจอดับไปซะ ขืนรับอุปการะไว้ ก็จะกลับมาฉกกัดให้เจ็บตัวเจ็บใจเปล่า ให้เสียดาย เสียความรู้สึกกันอีก

ที่มา manager.co.th

เท่านั้นยังไม่พอ เรายังได้เห็นความจริง เห็นนิสัยแท้ ๆ เพียว ๆ ของอดีตพิธีกรข่าวชื่อดังที่เราเคยชื่นชอบสมัยเขาอยู่ไอทีวียุคแรก ๆ ก็คือ สรยุทธ์ สุทัศน์จินดา ที่วันนี้เขาไปให้กำลังใจไอทีวีกันถึงสถานี แถมยังออกรายการให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นใจ และเข้าข้างอย่างออกหน้าออกตา โดยมีการส่งสัญญาณภาพไปออกทางรายการข่าวช่วงเย็นของช่อง 3 เสียด้วย

เมื่อก่อน (ตอนทักษิณยังอยู่จนถึงปฏิวัติแล้ว) สรยุทธ์พยามยามจะบอกว่าเขาวางตัวเป็นกลางมาโดยตลอด ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ไม่เอนเอียงฝ่ายใด แต่วันนี้เราได้รู้เช่นเห็นชาติกันแล้วว่าเขาเป็นคนอย่างไร เขาไม่ใช่สื่อมวลเพื่อประชาชนอีกต่อไป เขาไม่ใช่นักธุรกิจด้วยซ้ำ เขาเป็นได้ก็เพียง นักฉวยโอกาส คนหนึ่งของสังคม และตอนนี้ คน ๆ นี้ สำหรับเรา ไม่เหลืออะไรให้เรานิยมชมชอบอีกต่อไป แม้ว่าเขาจะเก่งกาจมากมายแค่ไหนก็ตาม

ส่วนจักรพันธ์ ยมจินดา ก็ไปออกช่องไอทีวีเมื่อตอนเย็นนี้ด้วยเหมือนกัน ออกมาด่าว่ารัฐบาลแบบฟันไม่เลี้ยง ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ตัวเองยังจัดรายการข่าวตอนเช้าทางช่อง ททบ 5 (ช่องทหาร) แต่ช่างเขาเถอะ สำหรับคนนี้ ไม่ต้องตำหนิติเตียนอะไรเขามากนัก เพราะเรารู้กันมานานแล้วว่า เขาก็คือจิ้งจกชนิดผิวด้านโดยกำเนิด

ส่วนไตรภพ ลิมปภัทธ์ (และผู้ผลิตรายการคนอื่น ๆ) ไปยุ่ง ไปเกี่ยว ไปเอี่ยว อะไรกับเขาด้วย ? ถ้าคุณมีฝีมือจริง ๆ คุณก็ยังรับจ้างผลิตทำรายการเสนอรายการบันเทิงเริงรมย์เสนอช่องทีวีอื่นได้อีกเยอะแยะหลายช่อง หรือว่า... จริง ๆ แล้วคุณไม่มีฝีมือ ?

ไตรภพ อย่ามาอ้าง มาเหมาเรื่องคนที่จะตกงานอีกนับหมื่น มันฟังไม่ขึ้นเลยครับ คนในประเทศอีกเป็นแสนเป็นล้านที่ยังตกงานกันอยู่ตอนนี้ พวกเขายังเคยไม่มาทำแสดงจริตมารยาเจ้าน้ำตาเรียกร้องของานทำแบบหน้าด้าน ๆ แบบคุณเลยครับ

น้ำตาชาวไอทีวีในวันนี้ เป็นน้ำตาชวนสำรอกสำหรับเราจริง ๆ จากที่เคย แค่ไม่ชอบ กลายเป็น เกลียดและรังเกียจ คนพวกนี้ไปแล้ว

2007/Mar/02

หลายคนคงติดตามรื่องราวของ หมอประกิตเผ่า ที่กำลังชุลมุนชุลเกกันอยู่ว่าฝ่ายไหนพูดความจริง หรือฝ่ายไหนพูดโกหก แล้วตกลงหมอประกิตเผ่า เขาบ้าจริงหรือเปล่า มีการวิเคราะห์เจาะหาสาเหตุ ที่มาที่ไป ว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น กับคนดังระดับ celebrity ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็นบุคคลที่มีชีวิตอันแสนสมบูรณ์แบบ แล้วเหตุการณ์ต่อไปจะลงเอยกันอย่างไร

เราเองเพิ่งจะเคยรู้จัก หมอประกิตเผ่า ครั้งแรกตอนได้เห็นเขาไปออกรายการเพื่อให้สัมภาษณ์ในรายการทีวี สุริวิภา ตอนที่ได้ดูก็เชื่ออย่างภาพที่นำเสนอมาว่า เขาช่างเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอะไรปานนั้น ทั้งหน้าตาท่าทางและบุคลิกภาพภายนอก ความคิด การพูดจาพาที ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีครอบครัวที่แสนจะน่ารักและอบอุ่น จัดสรรเวลาให้กับงานและครอบครัวได้อย่างลงตัว เราเชื่อตามนั้นจริง ๆ

จนเมื่อมามีข่าวใหญ่เกี่ยวกับเขาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็ทำเอาเราทั้งอึ้งและช็อคเล็กน้อย (ที่เล็กน้อย เพราะค่อนข้างเป็นเรื่องไกลตัว) คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรืองราวแบบนี้ มันช่างภาพที่ตัดกับภาพที่เคยอยู่ในหัวสมองมาก่อนสิ้นดี

หลายคนบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ชนวนหลักน่าจะมาจากเงินทอง ทรัพย์สมบัติ และรายได้อันมหาศาล ที่หอมหวนชวนกระตุ้นต่อมกิเลสคนที่อยู่รอบข้างเป็นอย่างยิ่ง

บางคนบอกว่าเห็นกรณีของหมอประกิตเผ่าแล้ว ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง A Beautiful Mind เรื่องราวของนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ ที่มุ่งมั่นกับคิดค้นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ จนเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างอัจฉริยะ กับ คนบ้า ถูกฉีกขาด เขากลายโรคประสาทชนิดหวาดระแวง กลัวคนมาทำร้าย

ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด ในกรณี ทำให้เราคิดถึงอะไรบางอย่าง 2 เรื่อง

เรื่องแรก ทำให้เราคิดไปถึงเรื่อง ความคาดหวัง ซึ่งเราคิดเองว่าอาจจะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์กรณีเช่นนี้กับหมอประกิตเผ่า

หมอประกิตเผ่า
การเป็น Perfect Man ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ ย่อมถูกคาดหวัง

จากคนรอบตัวไม่น้อย ที่คอยคาดหวังแต่จะเห็นแต่ในสิ่งสวยงาม ไม่

มีขาดตกบกพร่อง ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้น ก็ยิ่งถูกคาดหวังให้เป็นแบบ

อย่างจากสังคมมากขึ้น จนความเป็นตัวตนจริง ๆ ถูกลดทอนให้หด

หายไปมากขึ้นทุกที่

สิ่งที่คิด กับสิ่งที่แสดงออก ไม่อาจจะเป็นสิ่งเดียวกันได้ สิ่งที่ไม่

อยากทำ ก็จำต้องกล้ำกลืนฝืนทำ เพื่อความสมบูรณ์แบบ เพื่อ

ภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อคนรอบข้างจะได้ไม่ผิดหวังกับตัวเรา

และถึงแม้บางครั้ง บางเรื่องจะไม่มีกระแสกดดัน หรือความคาดหวัง

จากคนรอบตัวหรือสังคม ก็มักติดนิสัย อดใจไม่ได้ที่จะต้องคอยระแวดระวัง (จนอาจกลายเป็นระแวง) ทุกครั้งก่อนที่จะกระทำหรือพูดอะไรออกไป ว่าจะเป็นที่ถูกใจหรือเปล่า จะมีใครว่า ตำหนิ ติเตียนไหม ดูแล้วทุเรศทุรังไหม

กลายเป็นว่าต้องคอยระวังตัวทุกฝีก้าว แทบจะไม่มีช่องว่างให้ปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองออกมา

เหตุการณ์ที่ว่ามานี้ ไม่ใช่ว่าจะเกิดกับคนที่ชื่อเสียงในสังคมเท่านั้น แม้แต่คนธรรมดาอย่างเรา ๆ ก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นเหมือนกัน เพียงแต่ระดับความรุนแรงก็แตกต่างกันไปตามสถานะทางสังคมที่เราดำรงอยู่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าตราบใดที่เรายังเป็นคนปกติ ก็ย่อมยังถูกคาดหวังจากคนรอบตัวได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนบ้าน เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้อง ฯลฯ

เรื่องที่สอง ทำให้เรานึกถึง นาย Forrest Gump คนไม่เต็มเต็ง ซึ่งเรารู้จักจากหนังที่ Tom Hanks รับบทบาทแสดงนำ

Forrest Gump

เราแอบคิดเล่น ๆ และนึกอิจฉา Forrest Gump ตรงที่การเป็นคนสติปัญญายังไม่สมบูรณ์พร้อมอย่างคนปกติทั่วไป ทำให้เขาไม่ต้องรับรู้ความ
คาดหวังจากคนรอบข้าง ไม่ต้องรู้สึกรู้สึกแทนใครว่า ทำไปแล้วจะเป็นที่น่าตลกขบขัน หรือน่าสมเพชเวทนาแค่ไหน อยากทำอะไรงี่เง่า อยากพูดอะไร
โง่ ๆ ก็ทำได้เท่าที่สมองนึกคิดได้ เหมือนประโยคหนึ่งในหนังที่เขาพูดว่า
คนโง่ ก็ต้องพูดอะไร
แบบโง่ ๆ สิ


ได้ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ อย่างที่หัวใจ
เรียกร้องต้องการ อยากรักใครก็รักอย่างสุดหัวใจของตัวเอง แสดงออกอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกร็ง
ไม่ต้องคิดเรื่องสถานะทางภายนอกว่าเหมาะสม
คู่ควรกันหรือไม่ อย่างไร บทจะเสียใจก็เสียใจ
อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเก็บความรู้สึก เพื่อให้คนมอง
ว่าเข้มแข็ง

เขารักแม่ และลูกของเขามาก รับผิดชอบชีวิตคนทั้งคู่ด้วยสัญชาตญาณของความรักในหัวใจ
รักเพราะรัก ไม่ใช่เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย
หรือสังคมกำหนด

รักเพื่อนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันในสงครามเวียดนามด้วยกัน ด้วยน้ำใจไมตรีที่มีต่อกันจริง ๆ ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ต่างตอบแทน

Forrest Gump ทำงานใด ๆ ก็มุ่งมั่นตั้งใจด้วยตัวเอง ไม่มีแรงกระตุ้นอื่นใด ไม่ต้องนึกถึงความสำเร็จหรือเสียงชื่นชม เขาแค่จับ (งานนั้นๆ) ให้มั่นและทำให้ดีที่สุด ณ เวลานั้น ๆ เท่านั้นเอง

ที่อิจฉา Forrest Gump เพราะบางเวลา เราอยากมีพื้นที่บางส่วน สำหรับคิดหรือทำอะไรงี่เง่า ๆ ผิด ๆ พลาด ๆ ทุเรศ ๆ ให้ชีวิตได้มีพื้นที่ได้ปลดปล่อยผ่อนคลายระบายออกได้บ้าง

อย่า ๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด หมั่นไส้ นึกว่าเราเป็นคนเลิศเลอเพอร์เฟ็คอะไรอย่างนั้น เรามีส่วนที่ขาดพร่องในชีวิตอีกมากมาย

เพียงแต่กรณีของหมอประกิตเผ่าครั้งนี้ ทำให้เราเตือนสติตัวเองได้ว่า ความสมบูรณ์แบบ ไม่ได้เป็นเครื่องตอบโจทย์ความสุขของชีวิตในทุกด้าน (การมีชีวิตแย่ๆ ซะบ้าง ก็ไม่ได้เรื่องเลวร้ายเสมอไป)